บทที่ 3 บทที่ 3 : บททดสอบแรก
ในเวลาเดียวกัน ห้องทำงานชั้นบนสุดของคฤหาสน์
ศิลายืนล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่ริมหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ทอดสายตามองสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาในยามค่ำคืน แก้ววิสกี้ชั้นเลิศตั้งทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานโดยที่เขาไม่ได้แตะต้องมันเลย
ภาพของเด็กสาวชาวดอยจอมซุ่มซ่ามเมื่อตอนกลางวันฉายซ้ำขึ้นมาในหัว รอยด้านบนนิ้วชี้และการจัดระเบียบร่างกายนั้นเป็นของจริง ไม่มีทางที่เขาจะมองพลาด องค์กรเบื้องหลังคงประเมินเขากระจอกเกินไปถึงได้คิดว่าส่งมือสังหารมาเล่นละครตบตาด้วยบทเด็กไร้การศึกษาแล้วเขาจะเชื่ออย่างสนิทใจ
“ขิง... อย่างนั้นเหรอ”
ชายหนุ่มหลุดเสียงหัวเราะทุ้มต่ำออกมาในลำคอ นานแค่ไหนแล้วที่ชีวิตของเขาไม่มีเรื่องน่าตื่นเต้นแบบนี้?
ชีวิตที่ต้องสวมหน้ากากมาเฟียคอยต่อกรกับพวกสวะใต้ดินมันน่าเบื่อเกินไป การมีนักฆ่าฝีมือดีมาเดินป้วนเปี้ยนทำท่าทางแอ๊บแบ๊วอยู่ในบ้านตัวเอง ถือเป็นเรื่องบันเทิงชั้นดีที่หาไม่ได้ง่ายๆ
“มาดูกัน... ยัยนักฆ่าตัวแสบ” ศิลากระตุกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และสัญชาตญาณของผู้คุมเกม “ว่าจะทนตอแหลเล่นละครตบตาฉัน... ไปได้สักกี่น้ำ”
เช้าวันแรกของการทำงานในคฤหาสน์อัครเมธีวงศ์เริ่มต้นขึ้นอย่างวุ่นวาย
ไวเปอร์... หรือในตอนนี้คือ ‘ขิง’ ลืมตาตื่นขึ้นตั้งแต่ตีสี่ตรงตามสัญชาตญาณที่ถูกฝึกฝนมาอย่างเข้มงวด ทว่าเธอต้องแกล้งนอนกลิ้งไปมาในห้องพักแคบๆ และตั้งนาฬิกาปลุกให้ดังลั่นตอนหกโมงเช้า ก่อนจะวิ่งกระหืดกระหอบลงมาที่โถงทางเดินด้วยสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงราวกับรังนก
“ขะ... ขอสุมาเจ้า เปิ้นตื่นสาย!” เด็กสาวละล่ำละลักพร้อมกับทำหน้าตาตื่นกลัว
“แม่คุณเอ๊ย! มาวันแรกก็ตื่นสายเลยนะ ไปๆ รีบไปรับชุดยูนิฟอร์มแม่บ้านแล้วมาเริ่มงานได้แล้ว” ป้าจันทร์ส่ายหัวด้วยความระอา
ทว่าก่อนที่ขิงจะได้เดินไปรับชุดใหม่ตามคำสั่ง เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน
“ไม่ต้องหรอก ป้าจันทร์”
ศิลาเดินล้วงกระเป๋ากางเกงเข้ามา ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทดูน่าเกรงขามจนเหล่าแม่บ้านพากันก้มหน้าหลบสายตา มีเพียงขิงที่ต้องแกล้งทำเป็นสะดุ้งสุดตัวและถอยกรูดไปหลบหลังเสา
“นายท่าน มีอะไรให้รับใช้แต่เช้าคะ?” หัวหน้าแม่บ้านถามอย่างนอบน้อม
“เรื่องชุดของเด็กคนนี้... ให้เธอใส่ชุดเดิมของเธอไปก่อนก็แล้วกัน” ศิลาปรายตามองชุดผ้าฝ้ายทอมือสีมอๆ ของขิง ก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปาก “เห็นบอกว่าเพิ่งลงมาจากดอย คงจะยังคิดถึงบ้าน ให้ใส่ชุดพื้นเมืองไปก่อนจะได้รู้สึกคุ้นเคย ไม่ต้องตื่นตระหนกจนเกินไป”
‘คุ้นเคยบ้าอะไรล่ะโว้ย! ชุดหนาเตอะแถมยังรุ่มร่ามแบบนี้ จะล้วงมีดสั้นหรือขยับตัวทำภารกิจแต่ละทีมันลำบากรู้ไหมไอ้มาเฟียงี่เง่า!’ ไวเปอร์สบถด่าเจ้านายคนใหม่ในใจไปแล้วแปดหมื่นคำ แต่ภายนอกกลับทำตาโตแป๋วแหวว น้ำตาคลอเบ้าด้วยความซาบซึ้งใจ
“ขะ... ขอบคุณนายท่านนักๆ เจ้า นายท่านใจดีขนาด เปิ้นจะตั้งใจยะงานเน้อเจ้า!” เธอก้มหัวปลกๆ
“ดี” ศิลาลากเสียงยาว แววตาคมกริบฉายแววเจ้าเล่ห์ชั่วแวบหนึ่ง “ถ้าอย่างนั้น งานแรกของเธอในวันนี้... ไปซักผ้าห่มในห้องนอนของฉันให้ทีสิ”
“ได้เลยเจ้า!”
“แต่ไม่ต้องใช้เครื่องซักผ้านะ” ศิลาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งแล้วเอ่ยขึ้นต่อ “ฉันเป็นคนแพ้ง่าย เครื่องซักผ้ามันซักไม่สะอาดแถมยังทำลายเนื้อผ้า ฉันชอบให้ซักด้วยวิธี ‘ธรรมชาติ’ มากกว่า... เธอมาจากดอย น่าจะถนัดซักผ้าด้วยมือในอ่างใช่ไหมล่ะ? ไปซักที่ลานหลังบ้านสิ ฉันให้คนเตรียมอ่างกับสบู่สมุนไพรแบบที่บ้านเกิดเธอน่าจะใช้ไว้ให้แล้ว”
ไวเปอร์แทบอยากจะพุ่งเข้าไปหักคอชายตรงหน้าให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็ต้องรีบปั้นหน้าซื่อบื้อรับคำสั่งแต่โดยดี
.
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ณ ลานซักล้างหลังคฤหาสน์
ขิงยืนมองอ่างขนาดใหญ่ที่บรรจุผ้าห่มนวมผืนหนาเตอะของศิลาเอาไว้ มันไม่ใช่ผ้าห่มธรรมดา แต่มันคือผ้านวมขนเป็ดที่เมื่ออุ้มน้ำแล้วน้ำหนักของมันแทบจะไม่ต่างจากกระสอบทรายดีๆ นี่เอง
“ซักด้วยมือ... วิธีธรรมชาติ...” ขิงกัดฟันกรอด มองสบู่สมุนไพรก้อนเบ้อเริ่มในมือ “ไอ้โรคจิตเอ๊ย! คนบ้าที่ไหนเอาผ้านวมขนเป็ดมาซักมือในอ่างฟะ!”
แม้ในใจจะเดือดดาลจนแทบพ่นไฟ แต่เมื่อหางตาของเธอเหลือบไปเห็นเงาของศิลาที่ยืนจิบกาแฟกอดอกมองลงมาจากระเบียงชั้นสอง นักฆ่าสาวก็ต้องรีบสวมบทบาทเด็กดอยผู้สู้ชีวิตทันที
ขิงพับแขนเสื้อที่รุ่มร่ามขึ้น แกล้งทำเป็นออกแรงยกผ้าห่มที่เปียกน้ำจนหน้าดำหน้าแดง แล้วล้มก้นจ้ำเบ้า แม้ในความเป็นจริง ด้วยพละกำลังของเธอ การเหวี่ยงผู้ชายตัวโตๆ ข้ามหัวยังง่ายกว่าการแกล้งทำเป็นไม่มีแรงเสียอีก
“โอย... นายท่าน เปิ้นหมดแฮงแล้วเจ้า ผ้ามันหนักขนาดเลยเจ้า” ขิงแกล้งตะโกนบ่นเสียงหลง บีบน้ำตาปริ่มๆ พลางยกแขนเสื้อขึ้นปาดเหงื่อ มอองศิลาที่ยืนมองอยู่บนระเบียง
ตอนนี้ชายหนุ่มตาคมพยายามอย่างหนักที่จะไม่หลุดขำออกมา เขายกแก้วกาแฟขึ้นบังริมฝีปากที่กำลังยิ้มกว้าง
“พยายามเข้าล่ะขิง ถือว่าออกกำลังกายไง” มาเฟียหนุ่มตะโกนตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความกวนประสาทขั้นสุด ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องทำงาน
